ประวัติของสมาคมพ่อค้าผ้าไทย
จากการรวมกลุ่มของพ่อค้าชาวสำเพ็ง ในเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2504 ซึ่งประกอบด้วยพ่อค้าไทย จีน อินเดีย และญี่ปุ่น ได้พร้อมใจกันและร่วมกันก่อตั้งเป็นสมาคมขึ้น ใช้ชื่อว่า "สมาคมพ่อค้าผ้าแห่งประเทศไำทย" ซึ่งอยู่ในความควบคุมของ กองสถาบันการค้า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
บทบาทของสมาคมในการให้ความช่วยเหลือสมาชิกในสมัยนั้น จะเน้นทางด้านศุลกากร กรมสรรพากร และกรณีพิพาททางการค้า เพราะผู้ประกอบการการค้าผ้าส่วนใหญ่ จะเป็นผู้นำเข้าผ้ามาจากต่างประเทศ หรือซื้อผ้าจากบริษัทที่เป็นผู้นำเข้า หรือซื้อผ้ามาจากตัวแทนของบริษัทต่างประเทศ ซึ่งมาตั้งสำนักงานตัวแทนในประเทศไทย ต่อมาประเทศไทยสามารถผลิตสินค้าผ้าได้เองโดยไม่ต้องนำเข้า โดยเริ่มมีการก่อตั้งโรงงานปั่นด้ายและทอผ้ามากขึ้น มีการย้อม พิมพ์และแปรสภาพผ้าด้วยเทคนิคพิเศษเป็นสินค้าใหม่ๆ กรมสรรพากรจึงมีการตีความคำว่า "ผลิต" เพื่อจะได้จัดเก็บภาษีการค้าได้ครบถ้วน สมาคมฯ (ด้วยความช่วยเหลือจากสรรพากร) ก็ได้อธิบายและชี้แจงให้สมาชิกเข้าใจ เพื่อสมาชิกจะได้เสียภาษีการผลิตให้ถูกต้อง
ต่อมาในปี พ.ศ. 2509 พระราชบัญญัติสมาคมการค้า ห้ามใช้คำว่า "แห่งประเทศไทย" ต่อท้ายชื่อสมาคม ดังนั้น จึงได้มีการแก้ไขชื่อสมาคมใหม่ โดยใช้ชื่อ "สมาคมสหพ่อค้าผ้า" ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2510 เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2548 ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อสมาคมใหม่ อีกครั้ง เป็น สมาคมพ่อค้าผ้าไทย จนถึงปัจจุบัน
โดยมีผู้ดำรงตำแหน่ง นายกสมาคม ตามลำดับดังนี้
|
| 1. |
นายชาย โชติประสิทธิ์ |
2. |
นายสุวรรณ วาริการ |
|
ตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ถึง พ.ศ. 2512 |
|
ตั้งแต่ พ.ศ. 2513 ถึง พ.ศ. 2526 |
|
| 3. |
นายประวัิติ เกียรติเรืองกิจ |
4. |
นายสวัสดิ์ ฉันทวิจิตร |
|
ตั้งแต่ พ.ศ. 2527 ถึง พ.ศ. 2533 |
|
ตั้งแต่ พ.ศ. 2534 ถึง พ.ศ. 2535 |
|
| 5. |
นายสุขสวัสดิ์ ศรีสุภรวาณิชย์ |
6. |
นายสุรพล ติยะวัชรพงศ์ |
|
ตั้งแต่่ พ.ศ. 2535 ถึง เมษายน 2543 |
|
ตั้งแต่ พฤษภาคม 2543 ถึง เมษายน 2547 |
|
| 7. |
นายถาวร ตันติศิริวิทย์ |
8. |
นายสุชาย พรศิริกุล |
|
ตั้งแต่่ พฤษภาคม 2547 ถึง เมษายน 2551 |
|
พฤษภาคม 2551 ถึง ปัจจุบัน |
|
|

ปัจจุบัน สมาคมพ่อค้าผ้าไทยเป็นสื่อกลางติดตามแลกเปลี่ยนข่าวสารและข้อมูลต่างๆ จากแหล่งข้อมูลทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ให้กับสมาชิก ดำเนินการประสานประโยชน์ร่วมกัน ในอันที่จะช่วยแก้ไข อุปสรรคข้อขัดข้องต่างๆ ของสมาชิก เช่น กฎหมายแรงงาน กฎหมายส่งเสริมการลงทุน หรือกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น เพิ่มพูนความรู้ให้กับสมาชิกเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการค้าผ้าและธุรกิจสิ่งทอ ในอันที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทั้งในด้านการผลิตการตลาด ตลอดจนการลงทุนโดยจัดสัมนาความรู้เกี่ยวกับสิ่งทอและอื่นๆ ติดต่อประสานงานกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าทั้งในและนอกประเทศ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ และสมาคมผู้ผลิตสิ่งทออื่นๆ รวมทั้งการเจรจาติดต่อกับคณะผู้แทนทางการค้าของประเทศต่างๆ และทำความตกลงร่วมกับบุคคล ในวงการเดียวกันเพื่อประโยชน์สูงสุดร่วมกันด้วย